จะรักษาอย่างไร …เมื่อน้ำในหูไม่เท่ากัน

January 18, 2018

health news

Comments Off on จะรักษาอย่างไร …เมื่อน้ำในหูไม่เท่ากัน


“อาการบ้านหมุน” หรืออาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง เป็นภาวะที่มักเกิดขึ้นอยู่ บ่อยครั้งกับสมาชิกในครอบครัวของหลายๆ ท่าน ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่ รวมไปถึงญาติผู้ใหญ่ใน วัยสูงอายุ สำหรับสาเหตุของอาการบ้านหมุนนั้น หลายท่านทราบแล้วว่าตนเองเป็นโรค “น้ำในหูไม่เท่ากัน” แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยังไม่เคยเข้ารับการตรวจวินิจฉัย

ศ.พญ.เสาวรส ภทรภักดิ์ หัวหน้าฝ่าย โสต ศอ นาสิกวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เผยในหนังสือจุฬา คอลัมน์ “บอกเล่าก้าวทันหมอ” เผยถึงอาการของโรค รวมถึงอัพเดทเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พร้อมวินิจฉัย และให้การรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ “โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน” เป็นชื่อที่เรียกกันโดยทั่วไปของโรคเมเนียร์ (Meniere’s disease) แม้ว่าจะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ แต่ก็พบว่าอาการของโรคเมเนียร์ เป็นผลมาจาก ความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน (Endolymp) นั่นก็คือ มีแรงดันของน้ำในหูมากเกินปกติ ซึ่งพบได้ในผู้ป่วยอายุตั้งแต่ 30-50 ปี โดยมักพบบ่อยขึ้น เมื่อสูงอายุสำหรับอัตราการเกิดโรคในผู้ชายและผู้หญิงจะมีจำนวนใกล้เคียงกันจากสถิติผู้ป่วยของคลินิกหู คอ จมูก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่ามี ผู้ป่วยโรคเมเนียร์มากเป็นอันดับ 2 รองจากผู้ป่วยที่มีภาวะหินปูนหูชั้นในเคลื่อน ทั้งนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีความผิดปกติของน้ำในหูข้างใดข้างหนึ่ง มี ผู้ป่วยจำนวนไม่มากนักที่จะเป็นโรคเมเนียร์ของหูทั้งสองข้าง (ประมาณร้อยละ 15 ของจำนวน ผู้ป่วยทั้งหมด) นั่นคือ อาการเวียนศีรษะอย่างรุนแรง และมีความรู้สึกบ้านหมุนร่วมด้วย บางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมกับการสูญเสียการทรงตัว ซึ่งอาจทำให้ล้มได้ง่าย สำหรับอาการอื่นๆ ที่พบร่วมด้วย ได้แก่ ภาวะการได้ยินลดลง อาการเสียงรบกวนในหู และอาการหูอื้อ อาการเหล่านี้มักพบในช่วงระยะแรกของโรคซึ่งเกิดขึ้นแบบชั่วคราว แต่หากปล่อยให้โรคทวีความรุนแรงขึ้นก็จะส่งผลให้สมรรถภาพการได้ยินเสื่อมลง สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดอาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมีความรุนแรงมากขึ้น ได้แก่ อาหารรสเค็มจัด ซึ่งมีปริมาณโซเดียมค่อนข้างสูง จะส่งผลให้แรงดันน้ำในหูมากขึ้น อีกทั้ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีปริมาณคาเฟอีนสูง รวมไปถึงความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอเป็นปัจจัยให้เกิดอาการมากขึ้น. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth